HOT NEWS
                                                                                                                                                                               AEC Opportunities are waiting for you.
ซันไชน์เพรส สรรค์สร้างบรรจุภัณฑ์ ครบวงจร
ซันไชน์เพรส สรรค์สร้างบรรจุภัณฑ์ ครบวงจร
ฐกร ภูวสุวรรณ์

ซันไชน์เพรส สรรค์สร้างบรรจุภัณฑ์ ครบวงจร

      ตลอดระยะเวลามากกว่า 30 ปีที่ "ซันไชน์เพรส" ใส่ใจในทุกรายละเอียดของผลิตภัณฑ์และบริการให้กับลูกค้า และยังมุ่งมั่นที่จะยกระดับคุณภาพของการผลิตให้ดียิ่งขึ้นไปอย่างต่อเนื่อง ด้วยการให้ความสำคัญกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ไปพร้อมกับการนำเข้าเครื่องจักรและเทคโนโลยีที่ทันสมัย  ส่งผลให้ในปัจจุบัน "ซันไชน์เพรส" คือผู้นำในธุรกิจการพิมพ์แพ็กเกจจิ้งและได้รับความไว้วางใจจากลูกค้ามากมายทั้งในและนอกประเทศมาโดยตลอด
      นพดล มหาสิทธิวัฒน์ ทายาทรุ่นที่ 2 ซึ่งปัจจุบันเข้ามาบริหารงานเต็มตัวในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการฝ่ายการตลาด (Marketing Director) ได้เล่าย้อนไปถึงจุดเริ่มต้นของ "ซันไชน์เพรส" ว่า โรงพิมพ์แห่งนี้ถูกก่อตั้งโดยคุณพ่อ (สมชัย มหาสิทธิวัฒน์) เมื่อปี 2524  โดยก่อนหน้าที่จะมาประกอบธุรกิจโรงพิมพ์ คุณพ่อทำงานมาหลายอย่างมาก เนื่องจากในสมัยนั้นคุณพ่อมีฐานะค่อนข้างยากจน ทำงานหนักมาก จนกระทั่งได้มีโอกาสเป็นเถ้าแก่  ก็มาเริ่มต้นทำธุรกิจโรงพิมพ์ โดยแต่เดิมใช้ชื่อว่า "สหชัย" แต่เมื่อมีโอกาสได้ไปดูงานที่ประเทศญี่ปุ่น คุณพ่อเกิดประทับใจในการเดินทางครั้งนั้นและได้ไปพักที่โรงแรมชื่อว่า Sunshine ซึ่งเป็นชื่อที่มีความหมายที่ดี  ประกอบกับมีความคิดที่จะเปลี่ยนชื่อบริษัทให้ดูเป็นสากลยิ่งขึ้นอยู่แล้ว บริษัท "ซันไชน์เพรส" จำกัด จึงถือกำเนิดขึ้นตั้งแต่ตอนนั้น  
นพดล มหาสิทธิวัฒน์นพดล มหาสิทธิวัฒน์      จุดแข็งของ "ซันไชน์เพรส" คือ การเป็นโรงพิมพ์ที่มีเครื่องจักรและอุปกรณ์การพิมพ์ที่ทันสมัยและครบวงจรที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย ซึ่งทำให้รองรับกับความต้องการของลูกค้าได้เป็นอย่างดี โดยในปัจจุบัน งานแพ็กเกจจิ้งของซันไชน์เพรสนั้นครอบคลุมไม่ว่าจะเป็น งานกล่อง, งานสติกเกอร์, งานโบรชัวร์, งานฉลาก, งานสมุดคู่มือ, งานแผ่นพับ, ซองพลาสติกและถุงกระดาษ
ครอบคลุมสินค้าจากหลายอุตสาหกรรม ผู้บริหารหนุ่มเล่าต่อว่า ธุรกิจประเภทนี้เป็นธุรกิจที่มีต้นทุนการผลิตค่อนข้างสูง
      ทั้งในแง่ของเครื่องจักรที่ต้องปรับปรุงให้ทันสมัยและใช้แรงงานคนจำนวนมาก โดยเขายกตัวอย่างความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับ "ซันไชน์เพรส"ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาว่า ประเทศเพื่อนบ้านได้เปิดประเทศมากขึ้น ออร์เดอร์จากลูกค้าเดิมๆ ที่เคยมีได้มีการย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศเหล่านั้นเนื่องจากมีค่าแรงต่ำกว่า ทำให้รู้ว่าการพึ่งพิงอยู่กับลูกค้ารายใหญ่อยู่ไม่กี่รายนั้นไม่มั่นคง ส่งผลให้ผู้ประกอบการอย่างเขา ต้องปรับตัวและมองหาลูกค้ารายใหม่ๆ มากขึ้น
      สำหรับเป้าหมายในอนาคต  "ซันไชน์เพรส" ตั้งเป้าขยายฐานลูกค้าให้มากขึ้น เนื่องจากกำลังการผลิตนั้นพร้อมรองรับเต็มที่ นพดลบอกว่า นอกจากทีมเซลส์กว่า 20 ชีวิตที่ทำงานอย่างขะมักเขม้นแล้ว "ซันไชน์เพรส" ยังมีการไปออกบูธตามนิทรรศการต่างๆ เพื่อประชาสัมพันธ์บริษัทออกไปในวงกว้างอีกด้วย   เมื่อถามถึงอนาคตของธุรกิจประเภทนี้  เขามองว่า ธุรกิจแพ็กเกจจิ้งยังมีอนาคตสดใส เนื่องจากเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับสินค้าเกือบทุกประเภท นอกจากจะช่วยเก็บรักษาสินค้าแล้ว ยังสามารถบ่งบอกและสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับสินค้านั้นๆ ได้อีกด้วย
      "มองจากมุมของคนทั่วไป ผมก็ยังมองว่าแพ็กเกจจิ้งมีความสำคัญมากต่อสินค้าทุกประเภท  เชื่อว่าหลายคน เวลาเห็นสินค้าอะไร ก็จะสะดุดที่ภายนอกก่อน ถ้าแพ็กเกจจิ้งถูกออกแบบมาอย่างดี ก็จะช่วยดึงดูดให้ลูกค้าสนใจมากขึ้น  
      ส่วนมุมมองในฐานะผู้ประกอบการด้านนี้  ผมเองอยากจะมีส่วนช่วยในการยกระดับและพัฒนาแพ็กเกจจิ้งในประเทศให้ดียิ่งขึ้นไป  มีการนำเสนอแพ็กเกจจิ้งรูปแบบใหม่ๆ ให้กับลูกค้า เช่น วัสดุที่ใช้อาจจะเป็นแบบ ECO เป็นมิตรกับธรรมชาติ เป็นต้น"

++ เทคโนโลยี + คน = ความสำเร็จอย่างยั่งยืน
      จากห้องแถวเล็กๆ ที่มีพื้นที่ไม่กี่ตารางเมตร ปัจจุบัน "ซันไชน์เพรส" ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 20 ไร่ พร้อมพนักงานกว่าอีก 600 ชีวิต และได้รับการยอมรับว่าคือ หนึ่งในผู้นำด้านธุรกิจการพิมพ์แพ็กเกจจิ้งของประเทศ นพดลมองว่าปัจจัยสำคัญที่นำพาให้บริษัทประสบความสำเร็จคือการลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างต่อเนื่องและการให้ความสำคัญกับทรัพยากรมนุษย์
      "เมื่อผมได้เข้ามาทำงานอย่างเต็มตัว ก็ได้มีการหารือกันว่า ควรจะมีการสั่งเครื่องจักรใหม่ๆ เข้ามาตลอด  ผมใส่ใจและให้ความสำคัญกับเทคโนโลยี
      เพราะทุกวันนี้โลกเราเปลี่ยนเร็วมาก เราจำเป็นต้องตามให้ทัน ธุรกิจต้องปรับ ตัวตลอดเวลา  และยังถือว่าเป็นการแสดงออกถึงความใส่ใจต่อลูกค้าด้วยว่าเราไม่ได้หยุดอยู่กับที่ แต่มีการพัฒนาตลอดเวลา  อีกอย่างคือ เครื่องจักรรุ่นใหม่ๆ มีประสิทธิภาพสูง สามารถลดปัญหาข้อผิดพลาดจุกจิกที่เกิดจากการผลิตไปได้มาก ตรงนี้ทำให้ผมมีเวลาเพิ่มขึ้น ซึ่งเวลาตรงนี้ผมสามารถนำไปใช้และบริหารจัดการเรื่องอื่นๆ ได้  นอกจากเทคโนโลยีแล้ว พนักงานและบุคลากรคือปัจจัยที่สำคัญมากในการขับเคลื่อนองค์กรไปข้างหน้า คุณพ่อมักจะย้ำกับผมเสมอว่า การจะให้พนักงานรักองค์กรและสามารถทำงานร่วมกับเราได้นั้นเราจะต้องเข้าใจ ใส่ใจ และให้ใจ กับพนักงานทุกคน ผมจึงยึดหลักนี้เป็นแนวทางในการบริหารงานมาตลอด"

■ ภาพ : สิทธิศักดิ์ วงศ์ปรากฎ
■ เรื่อง : ฐกร ภูวสุวรรณ์
■ จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ AEC world ปีที่33 (1) ฉบับที่ 2,855 (17) วันที่ 23 - 26 มิถุนายน พ.ศ. 2556

Update 16-November-2013
share